4 Data-Insights ตลาด Snack (ขนมกรอบ) ที่คนทำธุรกิจต้องรู้ เพื่อนำตลาดจริง ๆนะ

ตลาดขนมกรอบ ตอนนี้มูลค่าของทุก Brands ที่จำหน่ายในประเทศไทย มูลค่า 5.6 หมื่นล้านเติบโตจากปี ที่แล้ว 3 % และ แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลาย แบรนด์เจ้าใหญ่ แม้กระทั่ง Lay’s , Fitto อื่น ๆ ลงมาเล่นในตลาดนี้แบบจริงจัง เพราะการเข้าถึงคนกินผู้บริโภคในระยะยาวส่งผลต่อแบรนด์ให้แข็งแรงมากขึ้น

มูลค่าตลาดภาพรวมใหญ่ มากกว่า 5.6 หมื่นล้าน

ตลาดโตมากกว่า 3% ในแต่ละปี มูลค่าตลาดของว่างขนมขบเคี้ยว 56 หมื่นล้านบาท

4 Data-Insights เจาะลึกสำหรับตลาดขนมกรอบมีอะไรบ้าง

1. ขนมกรอบ “เพื่อสุขภาพ” ยังโตต่อเนื่อง เป็นรองแค่ไอศกรีม (Health-Oriented Snacking)

กลุ่มขนมกรอบเพื่อสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง “เพิ่มขึ้น 3%” ซึ่งเป็นการเติบโตที่เป็นรองแค่กลุ่มไอศกรีมและของหวานแช่แข็งเท่านั้นครับ

พี่อ้วนอยากให้สังเกตลำดับตรงนี้ให้ดีครับ เพราะไอศกรีมกับขนมกรอบเพื่อสุขภาพ มันโตด้วยเหตุผลคนละแบบกันเลย ไอศกรีมโตด้วย “อากาศและความถี่” คือร้อนก็กิน หิวก็กิน เป็นของที่ซื้อแล้วกินจบในทันที แต่ขนมกรอบเพื่อสุขภาพโตด้วย “เหตุผลในการกิน” ที่เปลี่ยนไปของคนซื้อ ไม่ใช่เพราะอากาศ

และคำว่า “เพื่อสุขภาพ” ในตลาดขนมกรอบบ้านเรา มันไม่ได้แปลว่าต้องเป็นสินค้าออร์แกนิกราคาแพงนะครับ ในทางปฏิบัติมันคือรายละเอียดเล็ก ๆ บนซองที่ผู้บริโภคใช้ปลอบใจตัวเองได้ เช่น อบไม่ทอด ลดโซเดียม น้ำตาลน้อยลง ทำจากธัญพืชหรือถั่ว สาหร่าย โปรตีนสูงขึ้น หรือแม้แต่การบอกแคลอรีต่อซองให้ชัด ๆ

ตัวเลขกำลังบอก : ของว่างกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ของกินเล่น” ไปเป็น “ของกินระหว่างวัน” ครับ เมื่อไหร่ที่ของว่างถูกใช้แทนมื้อ หรือถูกกินตอนบ่ายสามของวันทำงาน เหตุผลด้านสุขภาพจะเข้ามามีน้ำหนักทันที เพราะมันเปลี่ยนจากการกินครั้งเดียวจบ เป็นการกินซ้ำ ๆ ทุกวัน และคนเราจะเริ่มถามตัวเองว่ากินทุกวันแบบนี้จะเป็นอะไรไหม

อีกมุมหนึ่งที่น่าคิดคือ ตัวเลข 3% นี้เป็นการเติบโตที่ “ต่อเนื่อง” ไม่ใช่การพุ่งแรงแล้วหายไป ซึ่งในมุมคนทำตลาดพี่อ้วนว่าอันนี้ดีกว่ากระแสชั่วคราวด้วยซ้ำ เพราะมันแปลว่าพฤติกรรมนี้ฝังตัวแล้ว ไม่ใช่แค่ลองของใหม่ครับ

2. “ราคาเข้าถึงง่าย + แฟนด้อม + สุขภาพ” คือหัวใจหลักของธุรกิจนี้ (3 Core Purchase Drivers)

ใจความที่ต้องรู้ : รายงานชี้ว่าหัวใจหลักของธุรกิจขนมกรอบตอนนี้มาจาก 3 เรื่องพร้อมกัน คือ “ราคาสินค้าที่เข้าถึงง่าย” “การซื้อตามแฟนด้อม” และ “การซื้อเพื่อสุขภาพ” ครับ

พี่อ้วนว่าเป็นข้อที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะเวลาเราอ่านเจอ 3 อย่างนี้ เรามักจะรีบเลือกว่า “แล้วแบรนด์เราจะเอาทางไหนดี” ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ทางเลือก 3 ทาง แต่มันคือแรง 3 การตลาดที่ต้องทำพร้อมกัน และมันตอบคนละคำถามในหัวของคนซื้อว่าซื้อเพราะ อยากกิน ,หรือว่าเพราะแฟนด้อม

🔹 ราคาที่เข้าถึงง่าย ตอบคำถามว่า “จะหยิบหรือไม่หยิบ” ขนมกรอบเป็นสินค้าที่ตัดสินใจเร็วมาก หลายครั้งตัดสินใจกันหน้าชั้นวางภายในไม่กี่วินาที ราคาหน้าซองจึงเป็นด่านแรกที่ทำให้สินค้าได้ไปต่อหรือถูกวางกลับ ถ้าราคาข้ามเส้นที่คนคุ้นชินไปมาก ต่อให้รสชาติดีแค่ไหนก็ไม่ได้ถูกลองครับ

🔹 การซื้อตามแฟนด้อม ตอบคำถามว่า “จะหยิบของใคร” อันนี้น่าสนใจมากครับ เพราะการซื้อตามแฟนด้อมไม่ได้เริ่มจากรสชาติ แต่เริ่มจากความผูกพันกับศิลปินหรือพรีเซ็นเตอร์ที่เขาเชียร์อยู่ พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จึงต่างจากคนซื้อขนมทั่วไปชัดเจน คือซื้อทีละหลายชิ้น ซื้อซ้ำในช่วงแคมเปญ ซื้อเพื่อสะสม และที่สำคัญคือซื้อแล้วถ่ายรูปลงโซเชียลต่อ

ซึ่งแปลว่ายอดจากแฟนด้อมมันมาเป็นช่วง ไม่ได้มาเรียบ ๆ ทั้งปี และมันผูกกับช่วงเวลาของแคมเปญมากกว่าผูกกับตัวสินค้า ตรงนี้คนทำตลาดต้องแยกให้ออกครับว่ายอดที่ขึ้นมาคือยอดจากคนที่ชอบขนมเรา หรือยอดจากคนที่ชอบคนที่ถือขนมเรา เพราะสองอย่างนี้จะกลับมาซื้อซ้ำไม่เหมือนกันเลย

🔹 เรื่องสุขภาพ ตอบคำถามว่า “จะหยิบบ่อยแค่ไหน และยอมจ่ายเพิ่มไหม” อันนี้คือแรงที่มาช้าแต่มาแบบอยู่ยาว ต่อจากข้อ 1 ที่เล่าไปแล้วครับ

สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอก : ตลาดขนมกรอบไทยไม่มีสูตรเดียวครับ มันมีคนซื้อที่ใช้เหตุผลคนละชุดอยู่ในตลาดเดียวกัน และบางทีก็เป็นคนคนเดียวกันที่ใช้เหตุผลต่างกันในคนละโอกาส วันธรรมดาซื้อเพราะราคา วันที่ศิลปินออกแคมเปญซื้อเพราะแฟนด้อม และตอนซื้อกลับบ้านมาไว้กินระหว่างทำงานก็หยิบตัวที่อบไม่ทอด ทั้งหมดนี้คือคนคนเดียวกันได้เลยครับ

3. Lays, Tigo, เถ้าแก่น้อย ยังครองใจคนส่วนใหญ่ในตลาดขนมกรอบ (Brand Landscape)

ชื่อที่ต้องจำ : Lays Tigo และ เถ้าแก่น้อย ยังเป็นชื่อที่ครองใจคนส่วนใหญ่ในตลาดขนมกรอบบ้านเราครับ

สิ่งที่พี่อ้วนว่าน่าสนใจไม่ใช่ตัวชื่อ แต่คือการที่ทั้งสามชื่อนี้มาจากคนละแกนของตลาดกันเลยครับ Lays คือฝั่งมันฝรั่งทอดที่เป็นแบรนด์ระดับโลก Tigo คือฝั่งเวเฟอร์เคลือบที่ราคาเข้าถึงง่ายมาก ส่วนเถ้าแก่น้อยคือฝั่งสาหร่าย ซึ่งเป็นแบรนด์ไทยที่สร้างหมวดสินค้าของตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นของฝากติดกระเป๋านักท่องเที่ยว

คนละแกน คนละวัตถุดิบ คนละราคา แต่มาอยู่ในลิสต์เดียวกันได้ แปลว่าสิ่งที่ทำให้เขาครองใจคนได้ ไม่ใช่ “ประเภทขนม” ครับ แต่เป็นอย่างอื่น

ตัวเลขกำลังบอก : ทั้งสามแบรนด์อยู่ในกลุ่มที่พี่อ้วนเรียกว่า “หยิบแล้วไม่ต้องคิด” ครับ คือหาซื้อได้ทุกที่ ราคาอยู่ในช่วงที่คุ้นเคย และรสชาติเป็นรสที่รู้อยู่แล้วว่าจะเจออะไร ความคุ้นเคยสามอย่างนี้รวมกันทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องใช้พลังในการตัดสินใจเลย ซึ่งสำหรับสินค้าที่ตัดสินใจกันในไม่กี่วินาทีหน้าชั้นวาง นี่คือข้อได้เปรียบที่ใหญ่มาก

และมันยังบอกอีกอย่างหนึ่งด้วยครับว่า ตลาดนี้ผู้บริโภคมี “ชื่อในหัว” อยู่แล้ว แบรนด์ใหม่ที่จะเข้ามาจึงไม่ได้แข่งกับชั้นวางเปล่า ๆ แต่กำลังแข่งกับความเคยชินที่ถูกสะสมมาหลายปี ซึ่งเป็นคนละโจทย์กับการแข่งเรื่องรสชาติอย่างเดียวเลยครับ

4. ซื้อเป็น Pack ห่อใหญ่ และเรื่องราคา ยังมีผลต่อการซื้อในไฮเปอร์มาร์เก็ต (Pack Format & Channel)

การซื้อเป็น “Pack ห่อใหญ่” และเรื่อง “ราคา” ยังมีผลต่อการตัดสินใจซื้อในช่องทาง ไฮเปอร์มาร์เก็ต ครับ

ข้อนี้ต้องอ่านคู่กับข้อ 2 ครับ เพราะข้อ 2 บอกว่าราคาสำคัญ แต่ข้อ 4 บอกละเอียดกว่านั้นว่า “ราคาสำคัญที่ไหน และสำคัญในรูปแบบไหน”

ไฮเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่ช่องทางของการซื้อแบบฉับพลันครับ คนเดินเข้าไปพร้อมรถเข็นและพร้อมลิสต์ในหัว เป็นการซื้อแบบวางแผนมาแล้ว ซื้อเพื่อเอาไว้ที่บ้าน ซื้อเผื่อคนในครอบครัว และเป็นจังหวะที่คนเปรียบเทียบราคาจริงจังที่สุดในบรรดาทุกช่องทาง เพราะของทุกยี่ห้อวางเรียงอยู่ข้างกันให้เทียบได้เลย

ซึ่งแปลว่า Pack ห่อใหญ่ไม่ได้ถูกซื้อเพราะ “อยากกินเยอะ” ครับ แต่ถูกซื้อเพราะมันคุ้มกว่าเมื่อคิดเป็นราคาต่อกรัม คนซื้อกำลังคำนวณอยู่ในใจว่าซื้อห่อใหญ่ทีเดียวแล้วประหยัดกว่าซื้อซองเล็กหลายครั้ง

ตัวเลขกำลังบอก : สินค้าตัวเดียวกัน แต่คนละช่องทาง คือคนละเหตุผลในการซื้อครับ ซองเล็กในร้านสะดวกซื้อคือ “ซื้อเพื่อกินเดี๋ยวนี้” ส่วนห่อใหญ่ในไฮเปอร์มาร์เก็ตคือ “ซื้อเพื่อเก็บไว้กิน” เมื่อเหตุผลต่างกัน สิ่งที่คนดูบนซองก็ต่างกันด้วย ฝั่งแรกดูรสชาติและความอยาก ฝั่งหลังดูปริมาณ ราคาต่อหน่วย และความคุ้ม

และตรงนี้ยังไปเกี่ยวกับข้อ 1 อีกทีครับ เพราะของที่ถูกซื้อไปเก็บไว้ที่บ้าน มันคือของที่จะถูกกินซ้ำหลายวัน ไม่ใช่กินครั้งเดียวจบ พอเป็นของที่กินซ้ำ คำถามเรื่องสุขภาพก็จะตามมาเองโดยอัตโนมัติ

บทสรุป Data-Insights มาเรียบเรียง แล้วเห็นภาพอะไร

พี่อ้วนลองเรียง 4 ข้อนี้ใหม่ตามลำดับที่มันเกิดขึ้นจริงในหัวคนซื้อ แล้วมันได้ภาพแบบนี้ครับ

  1. คนเดินเข้าไฮเปอร์มาร์เก็ตพร้อมความคิดว่าจะซื้อของว่างไว้ที่บ้าน (ข้อ 4)
  2. ชื่อที่ลอยขึ้นมาในหัวก่อนคือชื่อที่คุ้นเคยอยู่แล้ว (ข้อ 3)
  3. สิ่งที่ทำให้หยิบจริง ๆ คือราคาและความคุ้มของห่อใหญ่ (ข้อ 2 และ 4)
  4. สิ่งที่ทำให้กลับมาหยิบซ้ำเรื่อย ๆ คือความรู้สึกว่ากินแล้วไม่ผิดมากนัก (ข้อ 1)
  5. และในบางช่วงของปี จะมีคลื่นยอดจากแฟนด้อมเข้ามาซ้อนทับทั้งหมดนี้อีกชั้น (ข้อ 2)

พอเรียงแบบนี้แล้วจะเห็นว่า ความคุ้นเคยเป็นตัวพาให้ถูกนึกถึง ราคาเป็นตัวพาให้ถูกหยิบ และสุขภาพเป็นตัวพาให้ถูกหยิบซ้ำ ส่วนแฟนด้อมคือตัวเร่งที่ทำให้ยอดพุ่งเป็นช่วง ๆ ครับ สี่อย่างนี้ทำงานคนละหน้าที่ และไม่มีอันไหนทดแทนอันไหนได้

หากสนใจให้พี่อ้วนเข้าไปวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละอุตสาหกรรมติดต่อได้ที่

พี่อ้วนสายมู

รับติดตาม Monitor Brand และ คู่แข่งทางการค้าข้อมูล Online และ Research offline

บริการรวบรวมเก็บข้อมูลวิเคราะห์ Facebook Group พร้อมทำ Dashboard สนใจดูรายละเอียด

Service ที่มีให้บริการ

  1. ตัวแทนจำหน่าย Social Listening จาก Wisesight สั่งซื้อได้ที่ Link นี้
  2. สำเนา Global Research ช่วยค่าอาหารแมว สั่งซื้อได้ที่ Link นี้
  3. รับทำ Report รายงาน One Click ได้ Data-Insight ดูได้ที่ Link นี้
  4. ข้อที่ 4 เช่าลุงไปช่วยสอน A.I. ทำ App + Website ดูได้ที่ Link นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
พี่อ้วนสายมู
Call : 0863863896
Line id : e21eqg