ตลาดอาหารสุนัข อาหารหมา ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตที่น่าสนใจ แม้ผู้บริโภคจะยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย
เหตุผลสำคัญคือ สุนัขไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สมาชิกในครอบครัว” ที่เจ้าของพร้อมดูแลทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนอาหารสุนัขจากสินค้าสำหรับการอิ่มท้อง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างเต็มรูปแบบ
ตลาดมูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท
ตลาดอาหารสุนัขในประเทศไทยจะมีมูลค่าค้าปลีกประมาณ 39,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณจำหน่ายจะอยู่ที่ประมาณ 300,782 ตัน หรือเติบโต 7%
การที่มูลค่าตลาดขยายตัวเร็วกว่าปริมาณจำหน่ายสะท้อนว่า ผู้บริโภคไม่ได้ซื้ออาหารสุนัขเพียง “มากขึ้น” แต่ยังเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นและให้คุณค่าเพิ่มเติม เช่น สูตรพรีเมียม อาหารเฉพาะโรค และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์หลายด้านในหนึ่งเดียว
แนวโน้มนี้ยังมีโอกาสดำเนินต่อไป โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็นประมาณ 66,923 ล้านบาทในปี 2031 หรือเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี
อาหารฟังก์ชันกลายเป็นมาตรฐานใหม่
ในอดีต เจ้าของอาจพิจารณาอาหารสุนัขจากความอร่อย ราคา หรือความสะดวกเป็นหลัก แต่ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มอ่านฉลากและตั้งคำถามละเอียดขึ้นว่า อาหารนั้นช่วยดูแลลำไส้หรือไม่ มีกรดไขมันโอเมก้าสำหรับผิวหนังและขนหรือเปล่า และสามารถส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระดูก หรือข้อต่อได้มากน้อยเพียงใด
ผลิตภัณฑ์ที่ให้ประโยชน์เพียงด้านเดียวจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ตลาดกำลังเคลื่อนไปสู่สูตร “มัลติฟังก์ชัน” ที่รวมคุณประโยชน์หลายอย่าง เช่น การดูแลผิวหนัง ระบบย่อยอาหาร ข้อต่อ สมอง และภูมิคุ้มกันไว้ในหนึ่งมื้อ
ความต้องการดังกล่าวเห็นได้ชัดในกลุ่มสุนัขพันธุ์เล็กที่เลี้ยงในเมือง ซึ่งอาจเผชิญมลภาวะ ความเครียด พื้นที่ออกกำลังกายจำกัด และรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างจากสุนัขทั่วไป เจ้าของจึงมองหาอาหารที่มีสารอาหารเข้มข้นและออกแบบมาสำหรับความต้องการเฉพาะมากขึ้น
อาหารเม็ดยังครองตลาด แต่ขนมสุนัขกำลังมาแรง
อาหารสุนัขชนิดแห้งหรืออาหารเม็ดยังคงเป็นสินค้าหลักของตลาด ด้วยความสะดวกในการจัดเก็บ ราคาที่เข้าถึงได้ และการมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย โดยปี 2026 คาดว่าจะมียอดจำหน่ายประมาณ 262,721 ตัน
อย่างไรก็ตาม หมวดที่น่าจับตามากที่สุดคือขนมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสุนัข ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 6,472 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 15% และเติบโตเร็วกว่าตลาดโดยรวม
ขนมสุนัขในปัจจุบันไม่ได้มีบทบาทเพียงเป็นรางวัล แต่ถูกพัฒนาให้ช่วยดูแลสุขภาพหรือแก้โจทย์ด้านพฤติกรรมด้วย ตัวอย่างเช่น ขนมที่ช่วยดูแลข้อ ผิวหนัง ระบบย่อยอาหาร หรือมีส่วนประกอบที่ช่วยให้สุนัขผ่อนคลาย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ตอบโจทย์เจ้าของที่ต้องการมอบทั้งความสุขและประโยชน์ทางโภชนาการในเวลาเดียวกัน
ถึงปี 2031 มูลค่าหมวดขนมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสุนัขมีแนวโน้มแตะ 12,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 13% ต่อปี
โอกาสของแบรนด์ไทยในตลาดพรีเมียม
ราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นจากต้นทุนและความตึงเครียดทางการค้า เปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยเข้าสู่ตลาดอาหารสุนัขระดับพรีเมียมได้มากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ “พรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้”
ผู้ผลิตในประเทศเริ่มพัฒนาสูตรที่ใช้เนื้อสัตว์ระดับ human-grade หลีกเลี่ยงข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง สารดัดแปลงพันธุกรรม และสารเติมแต่งที่ผู้บริโภคกังวล พร้อมนำเสนออาหารสำหรับสุนัขที่มีภาวะเฉพาะ เช่น โรคไตหรือโรคผิวหนัง
การเข้ามาของผลิตภัณฑ์โภชนาการบำบัดจากผู้ผลิตไทยช่วยให้เจ้าของสุนัขเข้าถึงอาหารเฉพาะโรคได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าที่มีราคาสูงเพียงอย่างเดียว นอกจากสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยให้แบรนด์ท้องถิ่นขยับจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความน่าเชื่อถือ
ความเชื่อมั่นในการเลือกทั้งวัตถุดิบ และ ผ่านการรับรอง
เมื่อเจ้าของให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ฉลากผลิตภัณฑ์จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคต้องการทราบว่าอาหารผลิตจากอะไร มีส่วนผสมที่ผ่านการรับรองหรือไม่ และคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพมีหลักฐานรองรับเพียงใด
แบรนด์ที่ระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และสื่อสารคุณประโยชน์โดยไม่กล่าวเกินจริง จะมีโอกาสสร้างความไว้วางใจได้มากกว่า บรรจุภัณฑ์ที่เรียบง่ายและแสดงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการออกแบบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างแบรนด์
หน้าร้านสร้างความมั่นใจ ออนไลน์สร้างการเติบโต
ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตยังคงเป็นช่องทางหลัก เพราะผู้ซื้อสามารถดูสินค้าได้ทันทีและขอคำแนะนำจากพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยในปี 2026 ร้านเพ็ทช็อปและซูเปอร์สโตร์มีส่วนแบ่งมูลค่าประมาณ 29% ตามด้วยไฮเปอร์มาร์เก็ต 24% และซูเปอร์มาร์เก็ต 11%
ขณะเดียวกัน อีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีส่วนแบ่งประมาณ 18% เพิ่มจาก 15% ในปี 2021 ปัจจัยสนับสนุนประกอบด้วยโปรโมชั่น ความสะดวกในการจัดส่งสินค้าถุงใหญ่ และการเข้าถึงผลิตภัณฑ์พรีเมียมหรืออาหารเฉพาะทางที่หน้าร้านทั่วไปอาจไม่มีจำหน่าย
แพลตฟอร์มอย่าง Shopee และ TikTok ยังทำหน้าที่มากกว่าช่องทางขาย เพราะรีวิว อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ให้ความรู้สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อโดยตรง
กลยุทธ์ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่การเลือกเฉพาะออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่เป็นการเชื่อมทั้งสองช่องทางเข้าด้วยกัน ผู้บริโภคอาจรับคำแนะนำจากสัตวแพทย์หรือพนักงานร้าน ก่อนกลับไปศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และสั่งซื้อทางออนไลน์ในภายหลัง
บทสรุป: แม้เศรษฐกิจจะซบเซา และ สัตว์เลี้ยงยังคงเติบโต
ตลาดอาหารสุนัขไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันว่าใครขายได้ถูกกว่า ไปสู่การแข่งขันว่าใครสามารถสร้างคุณค่าและความเชื่อมั่นได้มากกว่า
แบรนด์ที่จะเติบโตในระยะต่อไปควรตอบโจทย์สามเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ประโยชน์ต่อสุขภาพที่ชัดเจน ส่วนผสมและข้อมูลที่โปร่งใส และราคาที่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ ยังต้องสื่อสารให้เหมาะกับทั้งช่องทางดิจิทัล ร้านเฉพาะทาง และคลินิกสัตวแพทย์
ในวันที่สุนัขได้รับการดูแลเสมือนสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน อาหารทุกมื้อจึงไม่ได้สะท้อนเพียงกำลังซื้อของเจ้าของ แต่ยังสะท้อนความรัก ความใส่ใจ และความตั้งใจที่จะมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงด้วย
เราเข้าใจเรื่อง Data ในการวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละอุตสาหกรรม สนใจข้อมูลในอุตสาหกรรมอื่นแจ้งพื้นที่ด้านล่างได้ครับ
พี่อ้วนสายมู
รับติดตาม Monitor Brand และ คู่แข่งทางการค้าข้อมูล Online และ Research offline

บริการรวบรวมเก็บข้อมูลวิเคราะห์ Facebook Group พร้อมทำ Dashboard สนใจดูรายละเอียด

Service ที่มีให้บริการ
- ตัวแทนจำหน่าย Social Listening จาก Wisesight สั่งซื้อได้ที่ Link นี้
- สำเนา Global Research ช่วยค่าอาหารแมว สั่งซื้อได้ที่ Link นี้
- รับทำ Report รายงาน One Click ได้ Data-Insight ดูได้ที่ Link นี้
- ข้อที่ 4 เช่าลุงไปช่วยสอน A.I. ทำ App + Website ดูได้ที่ Link นี้
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
พี่อ้วนสายมู
Call : 0863863896
Line id : e21eqg
