เด็กเกิดน้อยลง แต่ทำไมบางบ้านยังยอมจ่ายแพง? แบรนด์สินค้าเด็กควรฟังอะไรใน Facebook Group

ถ้าคุณทำธุรกิจสินค้าเด็ก สินค้าที่คุณพ่อคุณแม่จ่าย แล้วรู้ว่าลูกค้ารุ่นใหม่กำลังมีการเกิดน้อยลง คุณจะทำอย่างไร?

ลดราคาเพื่อแย่งลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพิ่มสินค้าพรีเมียมเพื่อขายต่อชิ้นให้แพงขึ้น หรือขยายไปขายสินค้าให้เด็กโต?

ทุกทางเลือกมีต้นทุนครับ และก่อนจะเลือก พี่อ้วนคิดว่ามีคำถามหนึ่งที่ต้องตอบให้ได้ก่อน

พ่อแม่กำลังประหยัดเรื่องไหน และเรื่องไหนที่เขายังไม่กล้าประหยัด?

คำตอบนี้อาจทำให้เราเห็นโอกาสคนละแบบกับการดูแค่จำนวนเด็กเกิดใหม่ ครอบครัวเดียวกันอาจเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง รอโปรโมชั่นผ้าอ้อม แต่ใช้เวลาหลายวันเปรียบเทียบคาร์ซีตก่อนยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่า หรืออาจลดงบของเล่นเพื่อเก็บไว้กับค่าเรียนที่คิดว่าเหมาะกับลูก

นี่เป็นตัวอย่างสถานการณ์ที่ธุรกิจควรตรวจสอบกับลูกค้าของตัวเองครับ เราไม่ควรเหมารวมว่าครอบครัวที่มีลูกน้อยจะใช้จ่ายมากขึ้นเสมอไป เพราะบางบ้านมีกำลังซื้อ ขณะที่บางบ้านต้องเลือกอย่างหนักว่าจะตัดค่าใช้จ่ายตรงไหน

ตลาดสินค้าเด็กจึงมีคำถามมากกว่า “เหลือคนซื้ออีกกี่คน”

มันมีทั้งเรื่องเงิน ความคาดหวัง และความกังวลของคนเป็นพ่อแม่อยู่ในการตัดสินใจครั้งเดียวกัน ลูกค้าน้อยลง อาจต้องขายให้เข้าใจมากขึ้น มมติธุรกิจสินค้าเด็กแห่งหนึ่งเปรียบเทียบข้อมูลของตัวเองระหว่างสามปีก่อนกับปีล่าสุด แล้วพบภาพดังนี้

ตัวเลขในตารางเป็นข้อมูลจำลองเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่สถิติตลาดสินค้าเด็กไทย

สิ่งที่ธุรกิจติดตาม3 ปีก่อนปีล่าสุด
ลูกค้าใหม่24,000 ครอบครัว19,500 ครอบครัว
ยอดซื้อต่อครอบครัวต่อปี18,200 บาท26,800 บาท
สัดส่วนลูกค้าที่อ่านรีวิวก่อนซื้อ48%73%
สัดส่วนลูกค้าที่ซื้อสินค้าพรีเมียม21%39%
ระยะเวลาตัดสินใจซื้อ4 วัน9 วัน

คนดูตัวเลขลูกค้าใหม่อาจบอกว่า ต้องเร่งหาลูกค้าเพิ่ม

คนดูยอดซื้อต่อครอบครัวอาจเสนอว่า ควรเพิ่มสินค้าราคาสูง

ส่วนคนดูระยะเวลาตัดสินใจอาจอยากทำโปรโมชั่นให้ลูกค้าซื้อเร็วขึ้น

แต่ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ยังเปิดให้ถามต่อได้อีกมากครับ

ยอดซื้อต่อครอบครัวเพิ่มขึ้นเพราะซื้อบ่อยขึ้น ซื้อหลายหมวดขึ้น หรือเพียงเพราะสินค้าราคาแพงขึ้น? ลูกค้าที่เหลืออยู่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงกว่าเดิมหรือเปล่า? และวันก่อนตัดสินใจ เขาใช้เวลาไปกับอะไร?

ถ้าเรายังตอบไม่ได้ การเพิ่มสินค้าพรีเมียมหรือรีบลดราคา ก็ยังเป็นการเลือกทางจากข้อมูลที่ไม่ครบ

ของอยู่ในตะกร้าแล้ว แต่พ่อแม่ยังรอคำตอบอะไร?

ลองนึกถึงสถานการณ์สมมติของแม่คนหนึ่งที่กำลังเลือกคาร์ซีต เธอดูราคาและคุณสมบัติจากเพจแบรนด์แล้ว แต่ยังไปถามในกลุ่มว่า

“ใครใช้รุ่นนี้กับรถเล็กบ้างคะ ติดตั้งแล้วเบาะหน้าจะเหลือที่ไหม?”

คำถามนี้เกี่ยวกับการใช้งานจริงในรถของเธอ ต่อให้แบรนด์บอกว่าสินค้ามีคุณภาพดีแค่ไหน ก็อาจยังตอบไม่ตรงสิ่งที่เธอต้องการรู้

อีกบ้านอาจสนใจเครื่องนึ่งขวดนม แต่ยังลังเลว่าจะใช้ได้นานพอกับเงินที่จ่ายหรือไม่ ส่วนคนที่เลือกโรงเรียนอาจอยากรู้ว่า เมื่อลูกมีปัญหา ครูสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างไร

ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ช่วงเวลาก่อนซื้อมีรายละเอียดที่ข้อมูลยอดขายอย่างเดียวอธิบายไม่ได้

ลูกค้าอาจสนใจสินค้ามากแล้ว แต่ยังขาดคำตอบเพียงเรื่องเดียว

ถ้าทีมการตลาดมองเห็นแค่ว่าเข้าหน้าสินค้าแล้วไม่ซื้อ ก็อาจส่งส่วนลดตามไป ทั้งที่สิ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อาจเป็นภาพการติดตั้งจริง คำอธิบายเรื่องบริการ หรือประสบการณ์ของครอบครัวที่มีเงื่อนไขคล้ายกัน

ตรงนี้เองที่ Facebook Group มีประโยชน์กับการทำความเข้าใจลูกค้าครับ

คำว่า “แพง” ยังไม่บอกว่าควรลดราคา

สำหรับสินค้าเด็ก คำว่าแพงอาจมีความหมายต่างกันมาก

บางบ้านไม่มีงบถึงจริง ๆ บางบ้านมีงบแต่ยังไม่เห็นความต่างจากรุ่นที่ถูกกว่า บางบ้านกังวลว่าซื้อแล้วลูกไม่ใช้ หรือใช้ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่

ถ้าแบรนด์รวมทุกข้อความไว้ในหมวด “กังวลเรื่องราคา” ก็จะเสียรายละเอียดที่ใช้วางแผนต่อได้

สิ่งที่ลูกค้ากังวลสิ่งที่แบรนด์ควรตรวจสอบหรือทดลอง
งบไม่ถึงสินค้ารุ่นเริ่มต้นหรือทางเลือกที่เหมาะกับงบ
ยังไม่เห็นความต่างข้อมูลเปรียบเทียบที่อธิบายประโยชน์ในการใช้งาน
กลัวซื้อแล้วใช้ไม่ได้บริการทดลอง คำแนะนำก่อนซื้อ หรือเงื่อนไขคืนสินค้า
กลัวใช้ไม่นานข้อมูลช่วงอายุ การปรับใช้งาน และค่าใช้จ่ายตลอดการใช้

ข้อเสนอเหล่านี้ต้องพิจารณาตามประเภทสินค้าและความเหมาะสมของธุรกิจครับ แต่จะเห็นว่าแต่ละปัญหาต้องการคำตอบต่างกัน

การอ่านบริบทจึงช่วยให้ทีมรู้ว่า ควรแก้ที่ราคา เนื้อหา บริการ หรือแม้แต่ตัวสินค้า

พ่อแม่คนเดียวกัน อาจซื้อทั้งของประหยัดและของพรีเมียม

ถ้าเราแบ่งตลาดเพียง “กลุ่มประหยัด” กับ “กลุ่มพรีเมียม” เราอาจมองข้ามพฤติกรรมสำคัญไป

ลองสมมติว่าครอบครัวหนึ่งซื้อเสื้อผ้าเด็กช่วงลดราคา รับของเล่นต่อจากญาติ แต่ยอมจ่ายเพิ่มกับสินค้าที่เขาให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย

เราจะจัดบ้านนี้อยู่กลุ่มไหน?

คำตอบที่มีประโยชน์ต่อการตลาดอาจอยู่ที่ เขายอมจ่ายเพิ่มให้เรื่องอะไร และเพราะอะไร มากกว่าการติดป้ายให้ทั้งครอบครัว

สำหรับแบรนด์ นี่เป็นโจทย์ในการอ่านบทสนทนาให้ละเอียดขึ้น เช่น เมื่อสมาชิกเปรียบเทียบสินค้าสองราคา เขาพูดถึงความทนทาน ความสะดวก ความปลอดภัย หรือความสบายใจของคนดูแล?

แล้วเหตุผลนั้นเปลี่ยนไปตามวัยของลูกหรือไม่?

การรู้ว่าลูกค้า “มีกำลังซื้อ” ยังไม่เพียงพอ เราต้องรู้ด้วยว่าเขาจะใช้กำลังซื้อนั้นกับอะไร

คนจ่ายเงิน คนใช้ และคนแนะนำ อาจเป็นคนละคน

สินค้าเด็กยังมีความซับซ้อนอีกเรื่องครับ คนที่หาข้อมูลอาจไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเพียงคนเดียว

แม่อาจเป็นคนเปรียบเทียบสินค้า พ่อช่วยพิจารณางบ ปู่ย่าตายายเป็นคนใช้งานระหว่างวัน ส่วนคำแนะนำจากสมาชิกในกลุ่มช่วยให้ครอบครัวกลับไปดูอีกยี่ห้อหนึ่ง

นี่เป็นสถานการณ์ที่ควรตรวจสอบกับลูกค้าจริง เพราะส่งผลต่อสิ่งที่แบรนด์ต้องสื่อสาร

รถเข็นที่มีฟังก์ชันมาก อาจยังมีคำถามว่าคนดูแลยกขึ้นรถไหวไหม เครื่องใช้ที่ทำงานได้หลายอย่าง อาจต้องตอบต่อว่าล้างยากหรือไม่ และใครจะเป็นคนทำทุกวัน

เมื่ออ่านคำถามเหล่านี้ เราจะเห็นภาพการใช้สินค้าในบ้านชัดกว่าการรู้เพียงอายุหรือรายได้ของผู้ซื้อ

แบรนด์ก็สามารถนำไปออกแบบเนื้อหาที่ช่วยคนทั้งครอบครัวตัดสินใจร่วมกันได้

เมื่อเด็กโตขึ้น ความกังวลก็เปลี่ยนตาม

ธุรกิจที่ขายสินค้าให้ครอบครัวมีโอกาสทำความเข้าใจลูกค้าต่อเนื่องตามช่วงวัย แต่ต้องเริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการในเวลานั้นจริง ๆ

คำถามของพ่อแม่ช่วงแรกเกิดย่อมต่างจากวันที่ลูกเริ่มเดิน หรือวันที่กำลังเลือกโรงเรียน

ถ้าธุรกิจรู้เพียงว่าเคยซื้อสินค้าอะไร ก็อาจส่งโปรโมชั่นของเดิมกลับไปเรื่อย ๆ แต่ถ้ารู้ว่าครอบครัวกำลังกังวลเรื่องใด ก็มีโอกาสเสนอข้อมูลและบริการที่เหมาะกับช่วงนั้นมากขึ้น

เช่น ในเคสสมมติของร้านสินค้าเด็ก ลูกค้าที่เคยซื้ออุปกรณ์ช่วงแรกเกิดอาจเริ่มถามเรื่องความปลอดภัยในบ้านเมื่อเด็กเริ่มเคลื่อนไหว ร้านจึงควรตรวจสอบว่ามีเนื้อหา คำแนะนำ และสินค้าที่ตอบโจทย์ช่วงต่อไปหรือยัง

อย่างไรก็ตาม บทสนทนาในกลุ่มใช้เป็นเบาะแสได้ ส่วนการวัดว่าลูกค้าซื้อต่อเนื่องจริงแค่ไหน ต้องเชื่อมกับประวัติการซื้อและข้อมูลลูกค้าของธุรกิจ

ZongComMu จะอ่านตลาดนี้อย่างไร?

แทนที่จะหยุดอยู่ที่จำนวนครั้งที่คนพูดถึงแบรนด์ เราจะไล่ดูรายละเอียดของบทสนทนา เช่น

  • พ่อแม่กำลังเลือกสินค้าหมวดไหน และลูกอยู่ในช่วงวัยใด
  • คำถามอะไรเกิดซ้ำก่อนซื้อ และแบรนด์ตอบเรื่องนั้นไว้ชัดหรือยัง
  • เขานำสินค้าของเราไปเปรียบเทียบกับอะไร ด้วยเหตุผลใด
  • หลังซื้อแล้ว เรื่องไหนตรงความคาดหวัง และเรื่องไหนทำให้ผิดหวัง
  • คำแนะนำแบบไหนที่สมาชิกนำไปถามต่อ ทดลอง หรือกลับมาเล่าประสบการณ์

จากนั้นจึงนำข้อค้นพบไปเทียบกับข้อมูลของธุรกิจ

ถ้าลูกค้าถามเรื่องความเหมาะสมกับการใช้งานมาก เราควรทดลองเพิ่มข้อมูลหรือบริการให้คำปรึกษา แล้วติดตามว่าช่วยลดคำถามซ้ำหรือเพิ่มการตัดสินใจซื้อหรือไม่

ถ้ามีคนกังวลเรื่องราคา เราควรอ่านต่อว่าเป็นข้อจำกัดด้านงบ หรือยังไม่เห็นคุณค่าที่ต่างกัน ก่อนเลือกว่าจะปรับข้อเสนออย่างไร

Dashboard ที่มีประโยชน์จึงควรทำให้ทีมเห็นว่า เกิดอะไรขึ้น มีคำอธิบายอะไรที่ควรตรวจสอบ และจะทดลองแก้ตรงไหนก่อน

โดยไม่สรุปแทนพ่อแม่ทุกคนจากบทสนทนาเพียงบางกลุ่ม

อยากรู้ว่าลูกค้าในตลาดของคุณกำลังลังเลเรื่องอะไร และบทสนทนาใน Facebook Group ช่วยให้เห็นโอกาสแบบไหนได้บ้าง?

พี่อ้วนสายมู

คนอื่นเห็นโพสต์ แต่เราเห็นโอกาสทางธุรกิจ

รับติดตาม Monitor Brand และ คู่แข่งทางการค้าข้อมูล Online และ Research offline

บริการรวบรวมเก็บข้อมูลวิเคราะห์ Facebook Group พร้อมทำ Dashboard สนใจดูรายละเอียด

Service ที่มีให้บริการ

  1. ตัวแทนจำหน่าย Social Listening จาก Wisesight สั่งซื้อได้ที่ Link นี้
  2. สำเนา Global Research ช่วยค่าอาหารแมว สั่งซื้อได้ที่ Link นี้
  3. รับทำ Report รายงาน One Click ได้ Data-Insight ดูได้ที่ Link นี้
  4. ข้อที่ 4 เช่าลุงไปช่วยสอน A.I. ทำ App + Website ดูได้ที่ Link นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
พี่อ้วนสายมู
Call : 0863863896
Line id : e21eqg